www.Allegyrayong.com

คลีนิคหมอวรากร โรคเฉพาะทางโรคภูมิแพ้ และโรคเด็ก

 

โรคภูมิแพ้จมูก (Allergic Rhinitis) หรือเรียกทั่วไปว่า โรคแพ้อากาศ เราพบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น มากกว่า 80% ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มีอาการก่อนอายุ 20 ปี ผู้ป่วยโดยทั่วไปจะมีอาการ คัดจมูก จาม มีน้ำมูกไหลเป็นๆ หายๆ เป็นได้ตลอดเวลา หรือในช่วงที่มีละอองเกสรของพืชบางอย่างมีมากขึ้นในอากาศ อาการจะเป็นมากหลังจากได้รับสารที่แพ้โดยตรง หรือ ในยามที่ร่างกายอ่อนแอลง เราแบ่งโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบได้เป็น ๒ ชนิด ชนิดแรกเป็น ชนิดที่มีอาการตลอดปี อีกชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่มีอาการในระยะที่มีละอองเกสรดอกไม้บางอย่างมากในอากาศ โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยไทยจะมีอาการเป็นหวัดตลอดปี มีอาการคัดจมูกเป็นอาการเด่น เมื่ออาการหวัดเป็นมากจะทำให้สุขภาพทั่วไปอ่อนแอลง อ่อนเพลีย อาจมีอาการแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้ เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ มีอาการไอเรื้อรัง หรือหอบหืดเป็นถี่ยิ่งขึ้น ในเด็กๆ อาจมีอาการ ซนมากผิดปกติ หอบ ทานอาหารได้น้อย เลี้ยงไม่โต เป็นต้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ บางคนอาจมีอาการของโรคภูมิแพ้อื่นๆ ร่วมด้วยเช่น หอบหืด ผื่นลมพิษจากการแพ้ หรือผื่นผิวแห้ง ตามข้อพับ คอ และใบหน้า (atopic dermatitis) เป็นต้น

โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ ยังมีสิ่งกระตุ้นที่อยู่ภายนอกร่างกายซึ่งจะทำให้อาการของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วมีอาการมากขึ้น ทำให้จาม คัดจมูก น้ำมูกไหลเป็นมากขึ้น เช่น อากาศเย็น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ควัน หรือกลิ่นที่ฉุน จะสามารถกระตุ้นให้จมูกของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ไวต่อสิ่งกระตุ้นดังกล่าวได้มากกว่าคนทั่วๆไป แม้ว่าสิ่งที่มากระตุ้นในภายหลังนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่แพ้ก็ตาม

สาเหตุที่ทำให้อาการเป็นมากขึ้นได้แก่สาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากสารก่อภูมิแพ้ แต่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกิดขึ้นได้ หรือถ้ามีอาการอยู่แล้วก็จะเป็นมากขึ้น ได้แก่

    • สารที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุในจมูกโดยตรง เช่น ควันไฟ, ควันท่อไอเสียรถ, ควันบุหรี่, กลิ่นฉุนๆ แม้แต่กลิ่นน้ำหอม, สเปรย์ และฝุ่นละอองต่างๆรวมกันเป็นมลพิษในอากาศซึ่งพบมากในเมืองใหญ่
    • การเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่น อากาศร้อนจัด, เย็นจัด, ฝนตก, พัดลมเป่า, แอร์เป่า เป็นต้น
    • ร่างกายอ่อนเพลีย เนื่องจากอดนอน, ทำงานหนัก, ขาดการออกกำลังกาย
    • อารมณ์ตึงเครียด วิตกกังวล, ไม่สบายใจ, ไม่สมหวังต่างๆ
    • โรคติดเชื้อ เช่น โรคไซนัสอักเสบ, ต่อมทอนซิลอักเสบ, เจ็บคอ, ฟันผุหรือไข้หวัด จะทำให้สุขภาพอ่อนแอลง เป็นเหตุให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีอาการขึ้นได้

นอกจากนี้การศึกษาในปัจจุบันก็พบว่า โรคภูมิแพ้นั้นมีหน่วยกรรมพันธุ์บางหน่วยควบคุมอยู่ ซึ่งหน่วยดังกล่าว สามารถ ถ่ายทอดไปยังบุตรหลานของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ได้ ดังนั้นเราจึงพบได้เสมอว่า เมื่อพ่อ แม่ ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกๆ ก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนทั่วไป

การตรวจโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ จะเริ่มด้วยการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจเฉพาะด้านหู คอ จมูก และ ส่องกล้องตรวจภายในจมูก เพื่อตรวจหาว่าเป็นโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่และมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้ร่วมด้วยหรือไม่ จากนั้นก็ทำการตรวจทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Test) หรือตรวจเลือด (RAST Test) หาว่า ผู้ป่วยแพ้สารใด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงสารที่แพ้ได้ถูกต้อง และยิ่งไปกว่านั้น หากหลีกเลี่ยงแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ดี ก็อาจจะต้อง ทำวัคซีนภูมิแพ้ฉีดให้ เพื่อให้ร่างกายแพ้สรดังกล่าวน้อยลง โดยทั่วไปจะฉีดวัคซีนภูมิแพ้กันอยู่ประมาณ 2 - 5 ปี

ยาที่ใช้รักษาโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม แอนตี้ฮิสตามิน กลุ่ม anti leukotreine กลุ่มยาพ่นจมูก เป็นต้น

ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนอย่างไร?

เนื่องจากความผิดปกติองระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ขณะนี้ยังสามารถแก้ไขให้เป็นปกติได้ โรคภูมิแพ้จึงจัดเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายขาด แต่ถ้าผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจ และพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ก็จะป้องกันโรคไม่ให้เกิดอาการได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จึงควรปฏิบัติดังนี้

1. ไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่ เพราะมีโรคอีกหลายโรคซึ่งมีอาการคล้ายกัน เช่น ไหวัดซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส, ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก และโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้เป็นต้น

เมื่อไปพบแพทย์ นอกจากการซักประวัติและตรวจ หู คอ จมูก แล้ว การตรวจที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าเป็นโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง และตรวจเลือด แต่การตรวจเลือดมีข้อจำกัด คือค่าตรวจแพงมาก และไม่ทราบผลทันที ปัจจุบันยังคงอาศัยการทดสอบทางผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังไม่เหมือนกับการฉีดยาทั่วไป และเจ็บน้อยกว่ากันมากนอกจากนั้นยังเห็นผลได้ในเวลาไม่เกิน 20 นาที ผู้ป่วยจะได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าแพ้อะไรบ้างและแพ้มากน้อยเพียงใด

2. พยายามกำจัดและหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ ผู้ป่วยที่สามารถกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวให้เหลือน้อยที่สุดอาจไม่มีอาการโดยไม่ต้องรักษาเลยก็ได้

3. พยามยามหลีกเลี่ยงสารละคายเคืองต่างๆ ที่กล่าวไว้แล้วเนื่องจากเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ จะไวต่อสารระคายเคืองเหล่านี้มากกว่าคนธรรมดา

4. อย่านอนดึก กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และควรออกกำลังการให้สม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ เพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรงซึ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ดีขึ้น

5. พยายามอย่าเครียด เพราะถ้าจิตใจไม่สบาย อาการของโรคภูมิแพ้จะเป็นมากขึ้นด้วย ควรหาทางผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศ ตามความชอบเป็นครั้งคราว

6. รักษาโรคติดเชื้อถ้าพบร่วมด้วย เพราะการอักเสบเรื้อรังไม่ว่าชนิดใดจะทำให้สุขภาพอ่อนแอลง

7. ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะยาบางชนิดถ้าใช้ต่อเนื่องกันอาจเป็นอันตรายได้

ผู้เยี่ยมชม

We have 5 guests and no members online

คลีนิคหมอวรากร

Copyright © 2015 www.allergyrayong.com. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU General Public License.